![]() ![]() ![]() |
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ข้าวกล้องงอก เราเคยอ่านผลงานวิจัยของ ม.เกษตรศาสตร์ ร่วมกับประเทศญี่ปุ่นที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ ข้าวกล้องงอก มาบ้างแล้ว ซึ่งเป็นพอจะสรุปคร่าว ๆ ได้ว่ามันเป็นวิธีการที่พยายามทำให้เกิดการงอกจากเมล็ดข้าวกล้อง โดยการนำเมล็ดข้าวกล้องไปแช่น้ำทิ้งไว้จนเกิดการงอก ซึ่งส่วนที่งอกขึ้นมานี้เขาเรียกว่า คัพภะ สาเหตุที่ต้องให้เกิดการงอกก่อนแล้วจึงนำมาหุงรับประทาน เนื่องจากทีมวิจัยได้ค้นพบว่าใน คัพภะ ของข้าวจะมีสาร GABA ซึ่งสารชนิดนี้มันคือ กรดแกมมา มิโนบิวริทิก (Aminobutyric acid, GABA) จัดอยู่ในกลุ่มโปรตีนที่ช่วยบำรุงเซลล์ประสาท ทั้งยังทำให้สมองเกิดการผ่อนคลายและนอนหลับสบาย ซึ่งจริง ๆ แล้วถ้าเป็นข้าวกล้องทั่วไปที่เราซื้อมารับประทานและมีจมูกข้าวเป็นส่วนประกอบ แม้ว่าจะยังไม่ผ่านกระบวนการทำให้งอก จะมีสารอาหารมากมายหลายชนิดอยู่เป็นต้นทุนเดิม เช่น ใยอาหาร กรดโฟติก กรดเฟรูลิก วิตามินบี วิตามินอี และ GABA ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ ได้ เช่น มะเร็ง เบาหวาน และช่วยในการควบคุมน้ำหนักตัว แต่เมื่อนำมาทำให้มันเกิดการงอกก่อนที่จะรับประทานจะทำให้ได้สารอาหารต่าง ๆ เหล่านี้มากขึ้น โดยเฉพาะ GABA จะได้มากกว่าข้าวกล้องตามปกติถึง 15 เท่า สามารถป้องกันการทำลายสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคสูญเสียความทรงจำ (อัลไซเมอร์) ดังนั้นในต่างประเทศได้นำสาร GABA มาใช้ในวงการแพทย์ เพื่อการรักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาทต่างๆ เช่น โรควิตกกังวล โรคนอนไม่หลับ โรคลมชัก นอกจากนี้การนำเมล็ดข้าวกล้องไปแช่น้ำเพื่อให้เกิดการงอก ยังทำให้เมล็ดข้าวมีความอ่อนนุ่มมากขึ้น รับประทานได้ง่ายขึ้น ในการหุงจึงไม่จำเป็นต้องผสมข้าวชนิดอื่นลงไปด้วย ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวไทย โดยชูสาร GABA เป็นตัวหลักในการโปรโมทถึงผลงานวิจัยในครั้งนี้เลยค่ะ อ้างอิงข้อมูลที่ลิงค์นี้นะคะ
ปัจจุบัน ข้าวกล้องงอก มีจำหน่ายที่สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยแพ็คเก็จที่จำน่ายเป็นถุง ปริมาณ 4.5 กรัม (เกือบครึ่งกิโลกรัม) ราคา 75.- คำนวนแล้วจะตกอยู่ที่กิโลกรัมละ 167.- ซึ่งจะมีราคาจะแพงกว่าข้าวกล้องทั่วไปประมาณกว่า 3 เท่าตัว แต่กว่าเขาจะผลิตข้าวกล้องงอกพร้อมหุงรับประทานได้ ต้องผ่านหลายขึ้นตอน เริ่มตั้งแต่คัดข้าวกล้องพันธุ์ดีที่ให้สาร GABA มากที่สุด คือข้าวหอมมะลิ 105 และต้องเลือกข้าวกล้องที่ผ่านการกระเทาะเปลือกไม่เกิน 2 สัปดาห์ มาแช่น้ำให้เกิดกระบวนการงอก ต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำเป็นระยะ ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการบูดเน่า เมื่อเกิดการงอกแล้วจึงใช้ความร้อนเพื่อให้หยุดการงอก จากนั้นมาทำให้แห้งเพื่อลดความชื้น แล้วนำมาแพ็คเป็นถุงออกจำหน่าย เพื่ออำนวยความสะดวกให้เรานำไปหุงรับประทานได้ทันที แต่ข้าวงอกที่จำมาจำหน่ายนี้ จะมีส่วนงอกเป็นตุ่มไม่ยาวเหมือนตามภาพของเรา ดังนั้นอาจมองเห็นส่วนงอกไม่ชัดเจน เข้าใจว่าการอบแห้งอาจทำให้มักหักได้ เพราะค่อนข้างเล็กและเปราะบางค่ะ
เพาะข้าวงอก เนื่องจาก ข้าวกล้องงอก ที่มีจำหน่ายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้หมดลงแล้ว ยังไม่ทราบว่าจะสามารถนำมาขายได้อีกเมื่อไหร่ ดังนั้นเราคิดว่าน่าจะลองมาเพาะข้าวกล้องทานเอง ลดต้นทุนได้มาก และยังได้รับประทานข้าวกล้องงอกแบบสด ๆ อีกด้วย แน่นอนว่าของสดมันน่าจะดีกว่าของอบแห้ง เบรคนี้เราว่างจัด จึงชวนพี่น้องมาเพาะข้าวกล้อง ซึ่งเป็นเรื่องที่กำลังอินเทรนในระดับประเทศ และกำลังจะอินเทรนเข้าสู่ระดับโลกในเร็ว ๆ นี้ ดังนั้นมาทำตัวให้อินเทรนกันนะคะ โปรเจ็คนี้พระเอกของเราคือข้าวกล้อง นางเอกคือน้ำ และตัวประกอบคือภาชนะ ส่วนผู้กำกับคือตัวของเรา ที่จะต้องทำหน้าที่ควบคุมการงอกให้สำเร็จลุกล่วง เมล็ดข้าวต้องไม่บูดเน่าไปเสียก่อนที่อภิมาหาโปรเจคนี้จะสำเร็จ แต่เนื่องจากทางสถาบันวิจัยบอกว่าควรเป็นข้าวกล้องที่จะนำมาทำให้เกิดกระบวนการงอก ต้องเป็นข้าวกล้องที่ผ่านการกระเทาะเปลือกไม่เกิน 2 สัปดาห์ ซึ่งตรงนี้ไม่ต้องซีเรียสค่ะ เพราะยังไงเราก้อคงหาข้าวกล้องที่มีระยะเวลาในการกระเทาะเปลือกได้สั้นถึงขนาดนั้นไม่ได้ หรือถ้าได้เราก้อไม่รู้หรอกว่ามันผ่านมาแค่ 2 สัปดาห์จริงหรือไม่ เอาเป็นว่าให้เลือกซื้อข้าวกล้องที่มีการสะพัดซื้อขายมากหน่อย คือจะได้ข้าวที่ไม่เก่าค้างนานจนเกินไป เวลาซื้อข้าวกล้องเราจะซื้อครั้งละ 3 ชนิด โดยเลือกชนิดละ 1 กิโลกรัม เอามาผสมกันทั้งหมด คืออยากได้อะไรก้อซื้อไปเรื่อยเปื่อย และพบว่าเมื่อซื้อข้าวกล้องมาได้สักระยะหนึ่งจะมีมอดขึ้น แสดงว่ามันไม่ผ่านสารรมควันมอด ซึ่งจุดนี้เราไม่ทราบว่าสารรมควันมอดจะมีผลกับการงอกหรือไม่นะคะ ข้าวกล้องที่เราซื้อมากินเป็นประจำมักจะประกอบไปด้วย ข้าวมันปูซ้อมมือ ข้าวโอ๊ดซ้อมมือ และข้าวกล้องหอมมะลินิลดำ ซึ่งข้าวหอมมะลินิลดำจะมีราคาสูงสุด ราคาอยู่ที่กิโลละ 75 บาท ส่วนอีกสองชนิดอยู่ที่ราคา 40-45 บาท ปกติเราจะหุงรวมกัน ไม่ผสมข้าวขาวเลย ดังนั้นเราจะเอาข้าวที่มีอยู่ทั้งหมดมาทำการเพาะดูว่าชนิดไหนจะเข้าวินในการงอกได้ดีที่สุด และข้าวชนิดไหนจะถูกโหวตออกเป็นลำดับแรกนะคะ
เรานำข้าวทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ ข้าวกล้องหอมมะลินิลดำ ข้าวมันปูซ้อมมือ และข้าวกล้องโอ๊ด มาใส่ชามอย่างละนิดใส่น้ำแล้วเททิ้ง จากนั้นใส่น้ำอีกครั้งให้ท่วมเมล็ดข้าว แช่ค้างคืนไว้ในอุณหภูมิของห้อง มือใหม่หัดเพาะแบบเราพบว่าข้าวโอ๊ดมีการบูดเน่ามากที่สุด ส่วนข้าวหอมมะลินิลดำตามมาเป็นอันดับที่ 2 สำหรับข้าวมันปูซ้อมมือฉลุยค่ะพี่น้อง ไม่พบการบูดเน่าเลย เราเอาไปเพาะที่ออฟฟิต ระหว่างวันเราจะเดินออกมาเปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ ยิ่งถ้าเห็นเริ่มมีฟองต้องรีบเปลี่ยนเลย ซึ่งครั้งแรกของการเพาะเรายังเปลี่ยนน้ำได้ไม่ดีนัก ในการเปลี่ยนน้ำแต่ละครั้งจะเทน้ำเก่าทิ้งไป ใส่น้ำใหม่แล้วเขย่าเล็กน้อยเททิ้งอีกรอบ ถ้าน้ำยังมีปัญหาก้อจะใส่น้ำแล้วเททิ้งอีก จากนั้นใส่น้ำให้ท่วมเมล็ดข้าวตามเดิมแล้วแช่ทิ้งไว้ต่อไป วันที่สองพบการบูดเน่าของข้าวโอ๊ดรุนแรงมาก จึงต้องโหวตข้าวโอ๊ดทิ้งไปเป็นชนิดแรก คงเหลือข้าวหอมมะลินิลดำที่ดูเหมือนจะมีกลิ่นบูดเล็กน้อย จึงต้องทำการเปลี่ยนน้ำบ่อยขึ้น ส่วนข้าวมันปูซ้อมมือปกติดี เราจึงตัดสินใจเอาข้าวแช่น้ำทั้งสองชนิดกลับไปนอนค้างคืนที่บ้านด้วย กว่าจะเข้านอนก้อเปลี่ยนถ่ายน้ำอีกหลายรอบ หลังจาก 2 คืนผ่านไปพบการงอกที่ข้าวมันปูซ้อมมือ สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าชัดเจน และไม่มีกลิ่นบูดเน่าเลย เมื่อดมดูจะได้กลิ่นคล้ายถั่วงอกสด แสดงว่าน่าจะผ่านนะคะ ส่วนข้าวมะลิหอมนิลดำมีกลิ่นบูดเน่าเล็กน้อย แต่เรายังคงเพาะต่อไปเป็นคืนที่สาม พบว่าข้าวหอมมะลินิลดำไม่เกิดการงอก ยังคงมีกลิ่นบูดอยู่ เราจึงต้องทำการโหวตออกเป็นลำดับที่สอง ดังนั้นคงเหลือแต่ข้าวมันปูซ้อมมือที่เข้าวินชนะการงอกเพียงชนิดเดียวเท่านั้น สรุปก้อคือเราประสบผลสำเร็จในการเพาะการงอกจากเมล็ดข้าวมันปูซ้อมมือ ภาวะการไม่งอกของข้าวมะลินิลดำและข้าวโอ๊ดซ้อมมืออาจมาจากหลายสาเหตุ แต่เราไม่ใช่นักวิชาการจึงไม่ขอสรุปนะคะ เข้าใจว่าถ้าเราสามารถควบคุมการเปลี่ยนน้ำได้ดีจะไม่เกิดการบูดเน่า แต่กว่าจะรู้หลักในการเปลี่ยนถ่ายน้ำเพื่อยับยั้งการบูดเน่าได้ดีและแม่นยำ คงต้องใช้ประสบการณ์ในการเพาะอีกหลายครั้ง จากภาพเป็นการแช่ที่นานมากกว่า 72 ชั่วโมง ซึ่งการแช่ให้งอกเพื่อรับประทาน ทางทีมวิจัยระบุเวลาในการแช่มากที่สุดคือ 72 ชั่วโมง คือแค่ให้เป็นตุ่มเล็ก ๆ แต่ชุดนี้เป็นการแช่เพื่อทดลอง จึงแช่ต่อไปเรื่อย ๆ พบว่าส่วนที่งอกขึ้นมายังสามารถงอกได้ต่อไปจนย๊าวยาวค่ะ
หุงข้าวงอก เมื่อเราพบว่าข้าวมันปูซ้อมมือให้การงอกง่ายที่สุด เราก้อเริ่มเพาะอีกครั้งเพื่อนำมาหุงให้ได้รับประทานกันได้จริง ๆ เราทำเหมือนเดิม ใช้ปริมาณข้าวตามที่ต้องการหุง เราแช่ข้าวไว้ตั้งแต่ก่อนนอนของคืนวันเสาร์ และให้แม่บ้านที่ออฟฟิตหุงให้ในตอนเที่ยงของวันอังคาร มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อยครั้งกว่าเดิม ประมาณว่าเอาให้ชัวร์ไว้ก่อน และจะใช้วิธีดมเป็นหลัก คือถ้าดมแล้วได้กลิ่นเหมือนถั่วงอกสดทำให้มั่นใจว่าน่าจะโอเค เราบอกแม่บ้านว่าตอนหุงให้ใส่น้ำน้อยกว่าปกติ เพราะอันนี้มันผ่านการแช่มา ผลออกพอฟัดพอเหวี่ยงค่ะ เอาเป็นว่าสุดท้ายมันก้อสุกพร้อมให้เราทดลองชิม ผลการทดลองทานพบว่ารสชาดไม่เสียหายไปจากเดิม แต่ใช้เวลาในการหุงสั้นลง หมายถึงหุงง่ายกว่าเดิม เมล็ดข้าวมีความนุ่มและเหนียวมากขึ้น และหวานกว่าเดิมนิดหน่อย ขณะที่สุกใหม่ ๆ จะเห็นส่วนงอกของข้าวกล้องที่เป็นตุ่มเล็ก ๆ สีขาวชัดเจนพอสมควร แต่พอข้าวเย็นแล้วจะสังเกตุเห็นส่วนงอกยากมาก ภาพข้าวกล้องงอกที่หุงสุกแล้วตามภาพที่สองนะคะ ผลการแช่น้ำเพื่อให้เกิดการงอก 3 คืน จะมีลักษณะการงอกยาวไปบ้างแค่บางเมล็ดเหมือนภาพทางซ้ายมือ แต่เมล็ดส่วนใหญ่จะมีการงอกเป็นตุ่มเล็ก ๆ ตามภาพทางขวามือ ซึ่งการงอกแค่ตุ่มเล็ก ๆ เป็นความพอดีสำหรับคุณค่าทางโภชนาการ และเมล็ดที่หักยังคงงอกได้ค่ะ ถือเป็นเรื่องง่าย ๆ สะดวกสะบาย ไม่มีอะไรยุ่งยากเลย พี่น้องลองเพาะเมล็ดข้าวกล้องรับประทานกันดู รับประกันว่าง่ายกว่าการปลูกต้นไม้แยะเลย แต่ถ้าใครต้องการสาร GABA แบบเข้มข้นก้อให้เลือกซื้อข้าวหอมมะลิ 105 มาทำการเพาะ เพราะทีมงานเขาวิจัยมาแล้วว่ามันให้สาร GABA ได้มากที่สุดในบรรดาข้าวสายพันธุ์อื่น แต่สำหรับเราไม่จำเป็นขนาดนั้น เอาเป็นว่าข้าวสายพันธุ์อะไรก้อได้ เพียงแต่ขอให้เป็นข้าวกล้องที่ที่ผ่านการขัดน้อย ๆ และมันสามารถงอกได้ ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับเรา แต่สำหรับในรายที่ยังไม่สามารถทานเพียวข้าวกล้องได้ แม้ว่าจะผ่านการแช่จนเมล็ดนุ่ม 3-4 คืน เราเข้าใจว่าคงต้องหาข้าวขาวมาผสมเพื่อให้ทานง่ายขึ้นอยู่ดีนะคะ **ลักษณะการงอกของข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการคือ จะมีการงอกแค่ตุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น ไม่ใช่งอกยาวเฟื้อยเหมือนภาพส่วนใหญ่ของเราที่ถ่ายแล้วนำมาลงไว้ในเบรคนี้ แต่ที่นำยาว ๆ มาลง เพราะเราแช่เกินกว่าเวลาที่กำหนดมากเกินไป ทำให้เรามองว่าถ่ายออกมาแล้วอาร์ตดี จึงนำมาประกอบไว้ดูเล่น ซึ่งไฮไลท์ที่สำคัญคือแช่แล้วให้งอกแค่เป็นตุ่มเล็ก ๆ เหมือนเมล็ดทางด้านขวามือของภาพล่างนี้เท่านั้นนะคะ
ความจริงมีข้าวกล้องมากมายที่ขายอยู่ในท้องตลาด สมัยก่อนชาวบ้านจะใช้วิธีตำด้วยมือเพื่อกระเทาะเปลือก จึงเรียกว่าข้าวซ้อมมือ สมัยใหม่ใช้เครื่องจักรทำ จึงเรียกว่าข้าวกล้อง ปัจจุบันข้าวทุกชนิดจะผ่านขั้นตอนการขัดสีมาทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าขัดมากหรือขัดน้อย ถ้าขัดจนขาวใสจะกลายเป็นข้าวขาว ซึ่งเป็นข้าวพิมพ์นิยมสำหรับคนทั่วโลก แต่ถ้าขัดบ้างเล็กน้อยยังเห็นเมล็ดข้าวเป็นสีน้ำตาลอยู่ หรือขัดมากขึ้นอีกนิดหนึ่ง แต่เมล็ดข้าวยังคงเป็นสีน้ำตาลอยู่ จะเรียกกลุ่มนี้ว่าข้าวกล้องทั้งหมด ซึ่งมันก้อมาจากข้าวในพันธุ์กลุ่มเดียวกัน อยู่ที่ว่าจะมันเป็นพันธุ์อะไรก้อเท่านั้นเอง เช่น ข้าวหอมมะลิ ก้ออาจมีทั้งข้าวขาวและข้าวกล้อง ฯลฯ ยังมีข้าวอีกกลุ่มหนึ่งที่มีสีเข้ม เช่น ข้าวหอมนิลดำ มีสีน้ำตาลมืดจนเกือบเป็นสีดำ หรือข้าวมันปู จะมีความมันและสีแดงเข้ม ข้าวกลุ่มนี้จะมีสีของเยื่อหุ้มเมล็ด (รำ) ที่มีสีเข้มตามไปด้วย นอกจากนี้ยังมีข้าวบาเลย์ ข้าวโอ๊ด ฯลฯ ซึ่งข้าวทุกชนิดถ้าผ่านการขัดสีแต่เพียงน้อยที่เรียกว่าข้าวกล้องนี้ ถือมีประโยชน์ทั้งนั้น ใครชอบแบบไหนก้อเลือกมารับประทานได้ตามสะดวก เพียงแค่ใช้ข้าวที่มีอยู่มาทำให้เกิดการงอก แค่นี้จะได้สารเพิ่มขึ้นอีกมากมาย กำไรเพื่อสุขภาพล้วน ๆ โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม กรณีที่ซื้อข้าวกล้องมาแช่น้ำแล้วไม่เกิดการงอก ก้อไม่ต้องซีเรียส เพราะยังสามารถนำมาหุงรับประทานในรูปแบบไม่งอกได้ ขอให้เพื่อนที่อินเทรนกันทุกคน สนุกกับการเพาะข้าวกล้องให้เกิดเป็น "ข้าวกล้องงอก เพื่อสุขภาพที่อ่อนเยาว์กันทุกคนนะคะ
ที่มาจากhttp://www.bloggang.com/mainblog.php?id=spicy&month=29-04-2008&group=26&gblog=3 |
ข้าวกล้องงอก"สารอาหารสูงป้องกันโรค-แปรรูปขายได้สารพัด"เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 50น่าสนใจเมื่อทีมนักวิจัยไทยค้นพบว่า "ข้าวกล้องงอก" ซึ่งมีกรดแกมมา แอมิโนบิวทิริก" (g-Aminobutyric acid) หรือ "จีเอบีเอ" ซึ่งเป็นกรดแอมิโนชนิดหนึ่ง ช่วยในการรักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาทหลายโรค ภาครัฐและเอกชนจึงร่วมมือกันเร่งผลักดันให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ "GABA-Rice" และสินค้าแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทย และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับต่างประเทศด้วย พัชรี ตั้งตระกูล นักวิจัยจากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) บอกว่า คณะวิจัยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้ศึกษาเรื่องการใช้ประโยชน์จาก "คัพภะข้าว" และ "ข้าวกล้องงอก" เป็นอาหารสุขภาพเพื่อเพิ่มมูลค่า พร้อมทั้งศึกษาปัจจัยการผลิต สายพันธุ์ข้าว และสภาวะการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม พัฒนากรรมวิธีการผลิตข้าวกล้องงอกที่มี "จีเอบีเอ" จากข้าวสายพันธุ์ต่างๆ และนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพ ผลการวิจัยพบว่า ในคัพภะข้าวเจ้ามี "จีเอบีเอ" สูงสุดในข้าวขาวดอกมะลิ 105 ส่วนข้าวเหนียวพบ "จีเอบีเอ" สูงสุดในพันธุ์ อาร์ 258 ข้าวกล้องงอกจากพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 จะให้ปริมาณ "จีเอบีเอ" สูงกว่าข้าวพันธุ์อื่น ทั้งนี้ การบริโภคข้าวกล้องให้ได้ประโยชน์สูงสุด จะต้องนำข้าวกล้องมาแช่น้ำทำให้งอกเสียก่อน ซึ่งข้าวกล้องงอกนี้จะมีสารอาหารเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะ "จีเอบีเอ" ที่เพิ่มขึ้น ซึ่ง "จีเอบีเอ" เป็นกรดแอมิโนชนิดหนึ่ง ที่ผลิตจากกระบวนการ Decarboxylation ของกรดกลูตามิก กรดชนิดนี้มีบทบาทสำคัญในการเป็น Neurotransmitter ในระบบประสาทส่วนกลาง มีการใช้กรดนี้ในการรักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาทหลายโรค เช่น โรควิตกกังวล นอนไม่หลับ โรคลมชัก และยังมีคุณสมบัติในการลดความดันโลหิตด้วย นักวิจัยคนเดิม บอกอีกว่า การนำข้าวกล้องมาแช่น้ำให้งอก นอกจากจะได้ประโยชน์จากปริมาณ "จีเอบีเอ" ที่สูงขึ้นแล้ว ยังทำให้ข้าวกล้องมีเนื้อสัมผัสที่อ่อนนุ่มรับประทานได้ง่าย สำหรับข้าวกล้องที่สามารถนำมาแช่น้ำให้เกิดการงอกได้นั้น จะต้องเป็นข้าวกล้องที่ผ่านการกะเทาะเปลือกมาไม่นานเกิน 2 สัปดาห์ ซึ่งจากการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คณะวิจัยสามารถผลิตข้าวกล้องงอกที่ผ่านกรรมวิธีการเพิ่ม "จีเอบีเอ" ให้สูงขึ้น พร้อมนำมาหุงต้มเพื่อรับประทานได้ทันที และนอกจากนั้นยังสามารถนำมาพัฒนาเป็นแป้งข้าวกล้องงอกและผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพได้หลายชนิด เช่น อาหารว่าง ขนมขบเคี้ยว ซุป เครื่องดื่ม ฯลฯ ทั้งนี้ คณะวิจัยกำลังดำเนินการขยายผลงานวิจัยสู่ระดับต้นแบบการผลิตข้าวกล้องงอก โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร และกลุ่มธุรกิจข้าวส่งออก เพื่อร่วมพัฒนาสายการผลิตต้นแบบสำหรับผลิตผลิตภัณฑ์ "GABA-Rice" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทย ยกระดับอุตสาหกรรมข้าวของประเทศไทย และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับต่างประเทศ โดยโรงงานและเครื่องจักรต้นแบบจะอยู่ที่สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มก. และได้วางแผนการผลิตข้าวงอกและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องเพื่อการค้าในเร็วๆ นี้ สำหรับเกษตรกรและผู้ที่สนใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มก. โทร.0-2942-8629 ที่มา : หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก วันที่ 24 กรกฎาคม 2550
|
ข้าวกล้องงอก ป้องกันโรค-ควบคุมน้ำหนักได้ ข้าวกล้องงอก ป้องกันโรค-ควบคุมน้ำหนักได้ ข่าวจาก เดลินิวส์ 8 ส.ค. 50 ข้าว เป็นอาหารหลักของคนไทย และเป็นสินค้าส่งออกอันดับต้น ๆ ของประเทศ ที่สามารถนำเม็ดเงินเข้าประเทศได้ปีละไม่น้อยเลยทีเดียว นักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ศึกษาสายพันธุ์ข้าวและพัฒนากรรมวิธีการผลิตข้าวกล้องงอกที่มี GABA สูง เพื่อเพิ่มมูลค่า เพิ่มประโยชน์ของข้าวกล้อง โดยพบว่า ข้าวกล้องมีสารอาหารมากกว่าข้าวทั่ว ๆ ไป สามารถป้องกันโรค และควบคุมน้ำหนักได้ พัชรี ตั้งตระกูล นักวิจัยจากสถาบัน ค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า คณะวิจัยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ศึกษาเรื่องการใช้ ประโยชน์จากคัพภะข้าวและข้าวกล้องงอกเป็นอาหารสุขภาพเพื่อเพิ่มมูลค่า เพื่อศึกษาปัจจัยการผลิต สายพันธุ์ข้าวและสภาวะการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม พัฒนากรรมวิธีการผลิตข้าวกล้องงอกที่มี GABA สูง (GABA enriched-rice) จากข้าวสายพันธุ์ต่าง ๆ และนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ จากผลงานวิจัยพบว่า ในคัพภะข้าวเจ้า มี GABA สูงสุดในข้าวขาวดอกมะลิ 105 (37.2 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม) ส่วนข้าวเหนียวพบ GABA สูงสุดในพันธุ์ R258 (72.8 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม) ข้าว กล้องงอกจากพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 จะให้ปริมาณ GABA สูงกว่าข้าวพันธุ์อื่น ซึ่งจากการศึกษาประโยชน์ของข้าวกล้องเพื่อการบริโภคที่ได้ประโยชน์สูงสุดทำให้ทราบว่า ข้าวกล้อง ซึ่งประกอบด้วยจมูกข้าว มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายจำนวนมาก อาทิ ใยอาหาร กรดไฟติก (Phytic acid) กรดเฟรูลิก (Ferulic acid) วิตามินบีและอี และ GABA (กรดแกมมา แอมิโนบิวทิริก) ซึ่งช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ ได้ เช่น โรคมะเร็ง เบาหวาน และช่วยในการควบคุมน้ำหนักตัว การบริโภคข้าวกล้องให้ได้ประโยชน์สูงสุดจะต้องนำข้าวกล้องมาแช่น้ำทำให้งอกเสียก่อน ซึ่งข้าวกล้องงอกนี้จะมีสารอาหารเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะ GABA ที่เพิ่มขึ้น ซึ่ง GABA เป็นกรดอะมิโน ชนิดหนึ่งที่ผลิตจากกระบวนการ decarboxylation ของกรดกลูตามิก กรดชนิดนี้มีบทบาทสำคัญในการเป็น neurotransmitter ในระบบประสาทส่วนกลาง มีการใช้กรดในการรักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาทหลายโรค เช่น โรควิตกกังวล นอนไม่หลับ โรคลมชัก และยังมีคุณสมบัติในการลดความดันโลหิตด้วย คนไทยและผู้บริโภคข้าวเป็นอาหารหลักมักนิยมรับประทานข้าวหุงสุกจากข้าวทั้งเมล็ด และ ผู้ที่รับประทานข้าวกล้องเป็นประจำก็ยังมีน้อย เนื่องจากข้าวกล้องมีเนื้อสัมผัสที่แข็ง แต่หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาบริโภคข้าวกล้องแทนข้าวขาวได้ก็จะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น ซึ่งการนำข้าวกล้องมาแช่น้ำให้งอก นอกจากจะได้ประโยชน์จากปริมาณ GABA ที่สูงขึ้นแล้ว ยังทำให้ข้าวกล้องมีเนื้อสัมผัสที่อ่อนนุ่มรับประทานได้ง่าย สำหรับข้าวกล้องที่สามารถนำมาแช่น้ำให้เกิดการงอกได้นั้น จะต้องเป็นข้าวกล้องที่ผ่านการกะเทาะเปลือกมาไม่นานเกิน 2 สัปดาห์ ซึ่งจากการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คณะวิจัยสามารถผลิตข้าวกล้องงอกที่ผ่านกรรมวิธีเพิ่ม GABA ให้สูงขึ้น พร้อมนำมาหุงต้มเพื่อรับประทานได้ทันที และนอกจากนั้นยังสามารถนำมาพัฒนา เป็นแป้งข้าวกล้องงอกและผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพ ได้หลายชนิด เช่น อาหารว่าง ขนมขบเคี้ยว ซุป เครื่องดื่ม ฯลฯ ปริมาณ GABA ที่วิเคราะห์ได้ในข้าว กล้องของข้าวเจ้าพบสูงสุดในข้าวกล้องพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 เมื่อนำเมล็ดข้าวกล้องขาวดอกมะลิ 105 ที่สมบูรณ์ ผ่านการคัดเลือกและทำความสะอาด นำมาแช่น้ำให้เกิดการงอกโดยควบคุมอุณหภูมิ เป็นเวลานาน 36-72 ชั่วโมง โดยมีการเปลี่ยนน้ำเป็นระยะ เพื่อป้องกันการเกิดการหมัก และการปนเปื้อนจากเชื้อจุลินทรีย์ จากนั้นใช้น้ำร้อน เพื่อหยุดปฏิกิริยาการงอก นำมาทำให้แห้งที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส เพื่อลดความชื้นของข้าวลงเหลือประมาณ 12-13% จะได้ข้าวกล้องงอกที่มีปริมาณ GABA สูงขึ้นเป็น 15.2-19.5 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม ซึ่งสูงกว่าข้าวกล้องปกติ และขณะนี้คณะวิจัยกำลังดำเนินการขยายผลงานวิจัยสู่ระดับต้นแบบการผลิตข้าวกล้องงอกโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร และกลุ่มธุรกิจข้าวส่งออก เพื่อร่วมพัฒนาสายการผลิตต้นแบบสำหรับผลิตผลิตภัณฑ์ GABA-Rice โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทย ยกระดับอุตสาหกรรมข้าวของประเทศไทย และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับต่างประเทศ โดยโรงงานและเครื่องจักรต้นแบบจะอยู่ที่สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้วางแผนการผลิตข้าวงอกและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องเพื่อการค้าต่อไป สำหรับเกษตรกรและผู้สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทรศัพท์ 0-2942-8629. |
เคล็ดลับสู่ความสำเร็จเเรารู้เรื่องอาหารที่มีประประโยชน์กันมาแล้วเรื่อข้าวกล้องงอกสิ่งง่ายๆที่เรามองข้ามและสามารถทำกินเองได้เพื่อสุขภาพคราวนี้มารู้เรื่องเคล็ดลับที่ทำให้คนจำนวนมากประสบความสำเร็จมาแล้วมากต่อมากและประสบผลสำเร็จในชีวิตของตน เพียงทำความเข้าใจและนำไปปฏิบัติจริงรับรองได้ผลแน่นอนเชิญอ่านและทำความเข้าแต่ละข้อโดยถามตนเองตลอดเวลาที่อ่าน ว่าแต่ละข้อเราสามารถปฏิบัติได้อย่างไรซึ่งมีด้วยกัน 5 ประการอย่างย่อๆดังนี้ 1.คิดอย่างผู้ชนะ ผู้ชนะคิดทางบวก มงโอกาส ไม่จมหมกมุ่นอยู่กับความล้มเหลว ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เรียนรู้บทเรียนจากอดีตและปัจจุบัน ไม่ทำผิดซ้ำ้ซาก สนใจศึกษาอนาคต และเตรียมตัวรับตั้งแต่เนินๆกล้าลองคิดลองทำ กล้ารับคำวิจารณ์ และสนุกกับการท้าทาย ........................2.เพิ่มมูลค่าให้ชิวิต ในขณะที่วันเวลาล่วงไป ผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต จะพยามเพิ่มมูลค่าให้แก่ชีวิต โดยพัฒนาสมรรถนะใหม่ๆ เช่นเรียนภาษา เรียนการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฝึกทักษักการเล่นกีฬา อ่านเรื่องราวที่มีประโยชน์ บางคนทำบัญชีชีวิต โดยช่องกำไรได้แก่รายการเพิ่มสมรรถนะให้ตนเองส่วนช่ิองขาดทุนเป็นรายการนิสัยหรือพฤติกรรมไม่ดี ที่ต้อง ลด ละ เลิก.........................3.ตั้งเป้าหมายที่ทำได้จริง.หากจะประสบความสำเร็จต้องตั้งเป้าหมายความสำเร็จที่ต้องการ โดยมีความชัดเจน วัดได้ ประเมินได้ เป็นรูปธรรม เพราะหากไม่มีความชัดเจนเสียแล้วเป้าหมายของเราก็เป็นเพียงความฝันจากนั้นก็มุ่งมั่นใช้ความพยายามโดยไม่ลดละทำให้เป้าหมายบรรลุได้ตามที่กำหนด เพราะหากเพียงเป้าหมาย แต่ไม่ปฏิบัติ เป้าหมายนั้นย่อมเป็นเพียงความฝัน ..........................4.หยุดสงสารตัวเองคนทีประสบความสำเร็จไม่ยอมเสียเวลาระทดท้อจ่อจมอยู่กับความทุกร์ทรมารหรือความพ่ายแพ้ไม่ยอมเปรียบเทียบตัวเองว่าด้อยกว่าผู้อื่น ไม่ย่อมติดยึดกับข้อจำกัดหรือปัญหาต่าง ๆ แต่เชื่อว่าปัญหานั้นแก้ได้ ข้อจำกัดมีทางเลี่ยงได้ .........................5.ยอมรับความจริง การยอมรับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นมิใช้ความอ่อนแอ ผู้ชนะย่อมไม่นำข้อตำหนิและข้อวิจารณ์ของคนอื่นมาสร้างความโศกเศร้าทรมาน แต่นำมาครุุ่่นคิดวิเคราะห์ เพื่อหาทางป้องกันและแก้ไข มิใช้เพื่อปฏิเสธ หรือโต้ตอบ ผู้ชนะไม่ย่อมรับจิตปฏิเสธ ส่วนผุ้แพ้ย่อมปฏิเสธความจริง .........................เคล็ดลับข้างต้นนี้ เป็นที่รับรู้กันทั่วไป เพียงแต่คนส่วนใหญ่ ตั้งป้อมปฏิเสธเสียตั้งแต่ต้น มีข้ออ้างสารพัดว่าทำไม่ได้ มีปัญหาข้อจำกัดมากมาย ไม่มีเวลา กลัวนั้นกลัวนี้ไม่กล้าเดินออกจากวงจำกัดของตัวเอง ติดอยู่กับความคุ้นเคยเดิมๆหรือกลัวว่าต้องใช้เวลาและความพยายามมากเกินไป สู้ไปทำสิ่งที่ง่ายสบายดีกว่า ......................... ...........................อันที่จริงตัวเคล็ดลับสำคัญอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของตัวเองและอาศัยความกล้านำไปประยุกต์ปฏิบัติให้เหมาะสมกับตัวเองจุดยากที่สุดอยู่ที่จุดเริ่มต้นแต่เมื่อคุ้นเคยกับวิถีผู้ชนะแล้วจะเห็นได้ว่ามิใช้เรื่องยาก และจะเริ่มพบความสำเร็จอย่างที่ไม่เคยนึกคิดมาก่อนที่มา:จากจอหมายข่าว ส.ส.ธ.ฉบับเดือนตุลาคม-ธันว่าคม 2551
|
สัตว์เลี้ยงมงคล เกื้อหนุนชะตา 12 ราศี สำหรับใครที่ยังไม่มีเจ้าตูบ เจ้าเหมียว เป็นของตัวเอง ต้องลองมาดูกันว่าคุณเลี้ยงอะไรแล้วจะช่วยเสริมดวง ราศีมังกร (16 ม.ค. - 12 ก.พ.) ต้องเลี้ยงแมวสีสวาดถึงจะเหมาะสม ราศีกุมภ์ (13 ก.พ. - 13 มี.ค.) เป็นคนเดินทางไปไหนมาไหนบ่อย เป็นคนขี้รำคาญ ไม่ควรจะเลี้ยงสัตว์เลย ราศีมีน (14 มี.ค. - 12 เม.ย.) เหมาะกับปลาสวยงาม เช่น ปลาเงิน-ปลาทอ ราศีเมษ (13 เม.ย. - 13 พ.ค.) เลี้ยงสัตว์อะไรต้องเน้นที่ความซื่อสัตย์ ไม่ว่าจะเป็นหมาหรือแมวก็ดีทั้งนั้น ราศีพฤษภ (14 พ.ค. - 13 มิ.ย.)ควรจะเลี้ยงปลา จะเป็นปลาอะไร พันธุ์อะไรได้หมด แต่ต้องเป็นปลาสวยงามเท่านั้น หรือถ้าไม่เลี้ยงปลา จะหันไปปลูกต้นไม้ก็ดีเหมือนกัน ราศีเมถุน (14 มิ.ย. - 14 ก.ค.) ต้องเป็นสัตว์ปีก เช่น นก หรือจะเอาภาพสัตว์ปีกติดไว้ที่ผนังบ้านก็เป็นมงคลเหมือนกัน ราศีกรกฎ (15 ก.ค. - 16 ส.ค.) สัตว์น้ำที่มีความแข็งแรง ถ้าจะเลี้ยงปลา ก็ต้องเป็นปลามังกร หรือปลาคาร์ป เน้นที่ความสง่างาม ไม่ใช่สวยงาม ราศีสิงห์ (17 ส.ค. - 16 ก.ย.) ความจริงราศีนี้ต้องเลี้ยงสัตว์ป่า ถ้าจะเลี้ยงสุนัขก็ต้องเป็นพันธุ์ที่สง่างาม และดุหน่อย ราศีกันย์ (17 ก.ย. - 16 ต.ค.) เป็นคนรักอิสระ ไม่แนะนำให้เลี้ยงสัตว์ประเภทใดเลย แต่แนะนำให้ไปทำบุญกับมูลนิธิช่วยเหลือสัตว์ต่างๆ แทน ราศีตุลย์ (17 ต.ค. - 15 พ.ย.) เป็นคนรักอิสระเหมือนกัน ไม่ควรเลี้ยงอะไรไว้ในบ้าน หรือถ้าคิดว่าเลี้ยงแล้วให้คนอื่นในบ้านมาช่วยดูแล แนะนำว่าอย่าเลี้ยงเลย จะเป็นภาระของคนอื่นเสียเปล่าๆ ถ้าจะเลี้ยง แนะนำให้เลี้ยงปลา แต่ไม่ใช่ปลาตู้ ควรจะเป็นปลาบ่อ ราศีพิจิก (16 พ.ย. - 15 ธ.ค.) เป็นราศีค่อนข้างลึกลับ ถ้าเลือกสัตว์ก็ต้องมีลักษณะเดียวกัน หรือถ้าจะเลี้ยงสุนัข ก็ควรเลือกพันธุ์ที่ขนปุกปุยหน่อย ราศีธนู (16 ธ.ค. - 14 ม.ค.) ราศีนี้เป็นเจ้าของได้ แต่ต้องให้คนใกล้ตัวช่วยเลี้ยงให้ถ้าจะเลี้ยงหมาก็ต้องเป็นหมาพันธุ์ดุแต่ ตัวเตี้ย ไม่เน้นที่ความสง่างาม ขอขอบคุณเรื่องจากทางบ้านจาก คุณภาวิณี มะโนวงค์ |
. บรษัท เบสต์เพ็ทฟ ูิดส์ จำกัด จัดจำหน่ายทั่วประเทศ...![]()
![]()
![]()
" อาคารกมลสุโกศล ชั้น 13 เลขที่ 317 ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก
กรุงเทพมหานคร 10500
โทร.(ุ66)2-631-1303-5 Fax.(66)2-234-8058